ในวัยเด็ก เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆไม่เคยทราบเลยว่าความหมายของสถาปนิก หน้าที่ของสถาปนิก คืออะไร นับแต่จำความได้ เด็กคนนั้นใฝ่ฝันที่จะเป็นกรรมกร โดยที่พ่อกับแม่ไม่อาจเข้าใจ เพียงเพราะแค่ในวัยนั้น กรรมกรเป็นอาชีพที่เค้ารู้ ว่าหน้าที่ของกรรมกรคือการสร้างบ้าน บ้านหลังเล็กๆที่ได้สร้างขึ้นมาเองกับมือ แต่แล้ว เมื่อเค้าได้โตขึ้นในระดับหนึ่ง ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างมากขึ้น นั่นแหละ เค้าพึ่งจะได้รู้ ว่าการออกแบบบ้าน ไม่ใช่หน้าที่ของกรรมกร แต่เป็นหน้าที่ของสถาปนิก ในวัยนั้น เค้าได้เพียงแต่ฝัน ที่จะออกแบบบ้านหลังเล็กๆซักหลังหนึ่ง อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตากันภายในครอบครัวที่อบอุ่น ความฝันของเค้า ก็ได้อยู่ในเกมส์เดอะซิม เกมส์ที่ทำให้เค้าได้เป็นตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่รัก แต่อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงเกมส์ กลับมาสู่โลกของความเป็นจริง เด็กหญิงมัธยมต้นคนนั้น ต้องตั้งใจเรียน เพื่อให้ได้เข้าสายวิทย์-คณิต เพื่อจะเข้าสายการเรียน สถาปัตยกรรม เมื่อเข้ามาสู่ช่วงมัธยมปลาย การเรียนที่ค่อนข้างหนักขึ้น ไม่ได้ทำให้ย่อท้อต่ออุปสรรค กลับทำให้มีแรงฮึดสู้ต่อ ใครๆต่างก็บอกว่า “ถ้าจะเรียนคณะนี้หนักนะ จะไหวหรอ” แต่ในความคิดของเด็กหญิงคนนั้น หากจะต้องเรียนหนักเพียงไหน เค้าต้องทำได้สิ ถ้าเค้ารักในสิ่งที่เค้าเรียน ความพยายามของเด็กหญิงคนนั้น ทำให้เค้าประสบผลสำเร็จอีกขึ้นหนึ่งในชีวิตเลยก็ว่าได้ เด็กหญิงคนนั้นคือฉันในวันนี้ วันที่ได้มีโอกาสเข้ามาสู่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง
ช่วงชีวิตปีหนึ่ง ใครๆที่บอกว่าชีวิตเฟรชชี สบายที่สุด เพื่อนๆสมัยมัธยมเริ่มแต่งตัวสวยมากขึ้น มีเวลาว่างมากขึ้น แต่เปล่าเลย ไม่ใช่กับตัวฉัน การเรียนที่หนักอึ้ง ความรู้ใหม่ที่ไม่เคยเรียนมาก่อน และงานที่ถาโถมเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้แทบไม่มีเวลาได้พักผ่อน ยอมรับเลยว่าหนักมาก หนักกว่าอ่านหนังสือสอบแอดมิชชันเสียอีก แต่ถ้าถามว่าตอนนั้นท้อมั้ย ตอบได้เลยว่าท้อมาก ได้แค่คิดว่า แล้วไงล่ะ ที่ผ่านมาตั้งใจขนาดไหน เอาความรู้สึกภาคภูมิใจของวันแรกที่เดินเข้ามาในคณะนี้มาสู้กับมันต่อไป ผ่านช่วงชีวิตปีหนึ่งมาได้อย่างฉิวเฉียด แต่ยังดีที่ตัวฉันเอง ได้พบเพื่อนที่ดี พี่ที่ดี ความเอาใจใส่ ความอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

เมื่อเข้าสู่ปีสอง ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ อะไรที่ว่าปีหนึ่งหนักแล้ว ปีสองหนักกว่าหลายเท่า แต่น่าแปลก ที่ความรู้สึกท้อของปีที่แล้ว กลับไม่มีเลยในตัวฉัน มีเพียงแต่จะฮึดสู้ต่อไป ฉันมีความสุขมาก เมื่อได้เห็นบ้านหลังเล็กๆที่ฉันออกแบบ ออกมาเป็นหลังๆ นี่สิความจริงอีกขั้นหนึ่ง ที่ไม่ใช่เพียงแค่เกมส์เดอะซิมอีกต่อไป บ้านแต่ละหลังๆที่ออกมาจากความคิด ออกมาจากความตั้งใจ อาจจะไม่สวยอย่างใครๆ แต่มันก็คือความภาคภูมิใจที่ฉันเป็น
แต่ในการเรียนสถาปัตยกรรมนั้น ไม่ใช่เพียงแค่บ้าน ที่จะต้องออกแบบและสร้างขึ้น ในชีวิตจริง ยังมีสถาปัตยกรรมอีกมากมายที่เราจะต้องได้เรียนรู้ ฉันมีโอกาสได้ฝึกงานในบริษัท diDESIGNS บริษัทย่านอ่อนนุช แม้ว่างานที่พี่ๆในบริษัทให้ฉันรับผิดชอบ จะเป็นเพียงงานเล็กๆ แต่ชีวิตการทำงานจริงทำให้ฉันเข้าใจในเนื้อหาที่เคยเรียนมา และรู้สึกสนุกกับงานมากขึ้น เวลาว่างในช่วงปิดเทอมที่ฉันเคยโหยหา ได้ถูกเติมเต็มด้วยความรู้ และความสุขจากการฝึกงาน นับเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำเลยทีเดียว
ปีสามแล้ว ครึ่งทางของการเรียนสถาปัตยกรรม รุ่นพี่ที่เค้าบอกกันมา ว่าปีสามสบายที่สุด แต่เปล่าเลย ฉันคิดว่า มันก็หนักพอๆกับปีสอง เพียงแค่เราเริ่มชินกับชีวิตสถาปัตย์แบบนี้เสียแล้ว ฉันได้ออกแบบอาคารสาธารณะมากขึ้น เริ่มต้องนึกถึงผู้อื่นมากขึ้น นึกถึงหลักความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นมากขึ้น อาจจะเป็นผลหลังจากการฝึกงาน อย่างไรก็ตาม สำหรับฉันแล้ว ยังคงต้องหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา เพราะชีวิตจริงคงมีอะไรให้เรียนรู้อีกมากมาย ฉันไม่ยอมปล่อยเวลาว่างให้นานเกินไปให้ตัวขี้เกียจมาทำลายอนาคตของฉันหรอก ในปิดเทอมเล็ก ได้มีโอกาสไปรับงานตัดโมเดลที่บริษัท diDESIGNS บริษัทเดิมที่สอนอะไรหลายๆอย่างให้กับตัวฉัน และในปิดเทอมใหญ่ เริ่มหาบริษัทอื่นเพื่อฝึกงานในปิดเทอมใหญ่ ได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ ไปฝึกงานที่ PAA studio ย่านอโศก เป็นบริษัทเล็กๆที่อบอุ่น ได้ทำงานมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะชั้นปีที่สูงขึ้น จึงได้รับมอบหมายงานที่ยากขึ้น รายละเอียดมากขึ้น ทำให้ต้องฝึกความรับผิดชอบ และอีกหลายๆอย่างที่ไม่ได้รับจากในบทเรียน
ปีสี่ ปีที่ใครๆทุกคนว่าหนักที่สุดในห้าปีแล้ว อาจจะเป็นเพราะงานที่จำนวนชิ้นมากขึ้น ชิ้นใหญ่ขึ้น และการทำงานเป็นกลุ่ม สำหรับฉันแล้วการทำงานเป็นกลุ่มไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องยอมรับความคิดเห็นของหลายๆฝ่าย เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด ซึ่งคนแต่ละประเภท ก็จะมีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันออกไป ทั้งที่ดีและไม่ดี โชคดีที่ฉันมีกลุ่มเพื่อนที่สามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง สามารถแสดงความคิดเห็น และเป็นตัวเองในการทำงาน ทำให้ชีวิตปีสี่เทอมหนึ่งของฉันผ่านไป เกรดที่ได้มาอาจจะไม่ดีนัก แต่หากฉันต้องแลกเกรดดีๆกับการเสียเพื่อนกลุ่มนี้ของฉันไป คงจะยอมให้เกรดไม่ดี แต่ได้งานในแบบที่ฉันชอบ และมีความสุขกับการทำงานพร้อมๆกับเพื่อนกลุ่มนี้ของฉันคงจะดีกว่า
เริ่มต้นกับเทอมสอง โปรเจกโรงพยาบาล โปรเจกที่รุ่นพี่หลายๆคนบอกว่าหนักพอๆกับทีสิส ถามว่าน่ากลัวมั้ย ฉันยอมรับเลยว่าแอบหวั่นเล็กๆ แต่ก็ไม่เท่าไหร่ ไหนๆถ้าจะหนักแล้ว ขอให้ฉันได้เจอแบบสุดๆ ต่อไปในอนาคต ถ้าฉันจะต้องเจอเรื่องหนักๆ คงจะนึกถึงวันนี้ เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงานต่อไป
หัวข้อทีสิส คงจะหมายถึงสิ่งที่เราอยากทำที่สุด สิ่งที่แสดงออกถึงความเป็นตัวเราที่สุด สำหรับฉันแล้ว คงจะเป็นพิพิธภัณฑ์เด็ก หลายๆคนคงจะตั้งคำถาม ว่าทำไมฉันถึงไม่คิดทำอะไรเท่ๆเจ๋งๆเพื่อให้จบไปแล้วหางานทำง่ายๆ แต่ที่ฉันคิด สิ่งที่ฉันต้องการจะทำมันยิ่งใหญ่กว่านั้น การที่เด็กแต่ละคน กว่าจะเติบโตขึ้นมาได้ ต้องมีการพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ เพื่อให้อนาคตของพวกเขา เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สร้างสังคมที่ดี เปรียบเสมือนการดูแลต้นไม้จากต้นเล็กๆ คอยดูแลเอาใจใส่ เพื่อให้ต้นไม้ต้นนั้นเติบใหญ่ และเป็นประโยชน์ต่อไป
ทั้งหมดนี้อาจจะกลายเป็นเพียงความฝัน ทุกอย่างที่ฉันได้เคยพบเจอมา ยังไม่โหดร้ายเท่ากับโลกความเป็นจริง หลังจากฉันได้เรียนวิชาการประกอบวิชาชีพแล้ว ฉันเริ่มรู้สึกว่า วิชาชีพสถาปนิกนี้ ต้องมีความรับผิดชอบสูงมาก อีกทั้งเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางอยู่ตลอดเวลา การทำงานในชีวิตจริง ต้องพบเจอกับคนมากหน้าหลายตา คนดี คนโกง คนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว และอีกมากมายที่ฉันจะต้องพบเจอ วิชานี้ เปรียบเสมือนเกราะป้องกันให้กับนักศึกษาที่กำลังจะก้าวไปสู่วิชาชีพนี้อย่างเต็มตัว ฟังดูอาจจะเหมือนเป็นอะไรที่น่ากลัว แต่มองในอีกมุมหนึ่ง วิชาชีพนี้ทำให้การเดินแต่ละก้าว เป็นไปอย่างมีสติ และรอบคอบ และเป็นสิ่งที่ท้าทายมากสำหรับฉัน ในอนาคต ฉันอาจจะเป็นเพียงสถาปนิกจนๆในออฟฟิศเล็กๆ หรืออาจจะเป็นสถาปนิกใหญ่ในบริษัทชื่อดัง อย่างไรก็แล้วแต่ ฉันจะยังคงยึดมั่นกับอาชีพที่ฉันใฝ่ฝันตั้งแต่วัยเด็ก เพียงแค่ในวันนี้ มันไม่ใช่เกมเดอะซิมส์อีกต่อไป มันคือชีวิตจริง
ตัวฉันเองคงจะผ่านมาไม่ได้เลย หากไม่มีกำลังใจที่สำคัญ คือครอบครัว ครอบครัวเล็กๆที่อบอุ่น พ่อกับแม่ของฉัน ไม่เคยบังคับว่าลูกๆจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ พวกท่านเพียงแต่จะแนะนำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับฉัน เพื่อให้ฉันเลือกทางเดินเอง ฉันรู้สึกโชคดี ที่ตัวเองเป็นเด็กอยู่บ้าน แม้ว่าจะไกลจากมหาลัยมากแค่ไหน แต่ฉันกลับรู้สึกหายเหนื่อยทุกครั้งเมื่อได้กลับมา อาจจะมีเวลาน้อยที่เราได้อยู่ร่วมกัน แต่บางครั้ง แค่เราได้เจอหน้ากัน ก็รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
ภาพที่ฉันจำได้ในวัยเด็ก พ่อจะนั่งสอนเลขฉัน พี่สาว หรือน้องชายอย่างใจเย็น ค่อยๆอธิบาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นการปลูกฝัง ให้ลูกๆทุกคนสนุกกับการเรียนเลข จนถึงทุกวันนี้ พ่อมักจะบอกว่า เราเรียนเกินความรู้ที่พ่อสามารถสอนได้แล้ว เราต้องพยายามต่อเอง ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น แค่ทำดีที่สุดก็พอแล้ว คำพูดเหล่านี้ ทำให้ฉันไม่เคยเครียดกับการเรียน เพราะฉันคิดว่า ทุกๆครั้งที่ผ่านมา ก็ทำดีที่สุดแล้ว จนถึงวันนี้ ฉันก็จะทำให้ดีที่สุดต่อไป เพื่อให้วันนึง ฉันจะได้เรียนจบ มีงานทำ และถึงเวลาที่จะได้ดูแลพวกท่านบ้าง
ปิดเทอมใหญ่นี้ นับว่าเป็นปิดเทอมสุดท้ายของชีวิตนี้เลยก็ว่าได้ หลายๆคนอาจจะคิดว่าน่าเสียดายที่เราจะต้องเสียเวลาเที่ยวไปกับการฝึกงาน แต่สำหรับฉัน มันคือโอกาส เป็นการเตรียมตัวก่อนออกไปสู่โลกความจริง บริษัท ไทยโอบายาชิ เป็นบริษัทที่ฉันกำลังจะไปฝึกงานในปิดเทอมนี้ เป็นบริษัทวิศวกรรมขนาดใหญ่ ที่มีแผนกสถาปัตยกรรมอยู่ด้วย สาเหตุที่เลือกบริษัทนี้ เพราะคิดว่า อยากลองฝึกทำงานกับบริษัทใหญ่ๆดูบ้าง อาจจะเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างจากบริษัทที่เคยฝึกมา
ถ้ากล่าวถึงสถาปนิกที่ชื่นชม คนแรกที่ตัวฉันนึกถึง คืออาจารภิญโญ หลังจากที่ได้เรียนกับท่าน ทำให้ฉันรู้สึกว่า คนเราแค่เก่ง และมีพรสวรรค์นั้นไม่เพียงพอ เราจะต้องขยัน และมีความตั้งใจจริง ท่านทำให้ฉันทึ่งในความเป็นไทย เสน่ห์ในแบบที่ต่างชาติไม่อาจเข้าใจได้เท่าคนไทยเราเอง
สถาปัตยกรรมที่ฉันชื่นชอบ คือ Barcelona Pavilion สถาปนิกผู้ออกแบบคือ Ludwig Mies van der rohe สาเหตุที่ชอบ เพราะตัวสถาปัตยกรรมดูมีความเรียบง่าย มีความเป็นมินิมอล เส้นสาย และแผ่นผนัง ดูมีการแบ่งอย่างลงตัว









